บำรุงสมอง ประลองปัญญา ด้วยโอเมก้า-3

รู้หรือไม่? สมองของเรามีส่วนประกอบเป็นไขมันมากถึง 60% กรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า-3 จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท สมอง และความจำ รวมถึงอวัยวะสำคัญในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ดวงตา หลอดเลือด และหัวใจ เราจะมาดูกันว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 สำคัญต่อการทำงานของระบบสมองอย่างไร?

 

เริ่มทำความรู้จักกับโอเมก้า-3

โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันชนิดจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ จึงจำเป็นจะต้องได้รับจากอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยสารอาหารชนิดโอเมก้ามีบทบาทสำคัญต่อระบบการทำงานของระบบประสาทและสมองเป็นอย่างมาก (1) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Eicosapentaenoic acid (EPA) Docosahexaenoic acid (DHA) และ Alpha-linolenic acid (ALA)

 

สำหรับ EPA และ DHA เป็นกรดไขมันที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ต่อสมองได้โดยตรง มักพบในปลาทะเลน้ำลึกอย่างแซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล ซาดีน และสาหร่ายทะเล อย่างไรก็ดี จากข้อมูลล่าสุด องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ออกมาเตือนให้ระวังถึงสารพิษจำพวกปรอทและสาร PCBs (Polychlorinated Biphenyls) ที่สะสมอยู่ใต้ท้องทะเล และส่งผลให้สารพิษเหล่านี้อาจตกค้างในพวกปลาทะเลด้วย (2) ดังนั้น หากใครที่รับประทานปลาทะเลในปริมาณมาก ๆ หรือรับประทานปลาทะเลที่ไม่ได้คุณภาพติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ร่างกายของเรา ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษเหล่านั้นเข้าไปเช่นเดียวกัน

 

ไม่ต้องกังวลไป กรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด ALA สามารถพบได้ในพืชไม่ว่าจะเป็นเมล็ดแฟล็กซ์ อัลมอนด์ วอลนัท และเมล็ดงาขี้ม้อนซึ่งมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าพืชชนิดอื่น ๆ มากถึง 50% แม้ว่าร่างกายจะไม่สามารถดึง ALA ไปใช้ต่อสมองได้โดยตรงเหมือน DHA และ EPA แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างแน่นอน เพราะร่างกายสามารถนำ ALA ไปแตกตัวเป็น DHA และ EPA ให้สมองสามารถดึงไปใช้เป็นสารอาหารสำคัญได้เหมือนกัน ดังนั้น โอเมก้า-3 จากแหล่งพืช จึงเป็นทางเลือกที่ดีอันหนึ่งให้คุณมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแน่นอน

 

เติมพลังให้การทำงานของสมอง

กรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า-3 เป็นสารอาหารตัวสำคัญที่นักโภชนาการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารหลายท่านให้ชื่อว่าเป็น “พระเอก” ด้านการเสริมสร้างระบบประสาทและสมอง โดยมีหลักฐานงานวิจัยหนึ่งที่ยืนยันว่า หากเรากินโอเมก้า-3 ไม่เพียงพอกับปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันที่ประมาณ 250 – 500 มิลลิกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำของ WHO) (3) จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบประสาทและสมอง และยังเชื่อมโยงกับการเกิดโรคที่เกี่ยวระบบสมองและความจำ (Cognitive diseases) อีกด้วย (4)

 

โดยที่สมองของเราประกอบด้วยเซลล์มากกว่า 100 ล้านเซลล์ แน่นอนว่าโอเมก้า-3 ย่อมมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างของเซลล์กว่า 100 ล้านเซลล์นี้ โดยโอเมก้า-3 จะเป็นตัวเพิ่มความอ่อนตัวที่บริเวณผนังเซลล์สมอง (Membrane fluidity) (5) ซึ่งความอ่อนตัวที่บริเวณผนังเซลล์สมองเป็นตัวช่วยให้สมองสามารถผลัดเปลี่ยนสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การที่ข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาในสมองแล้ว จะต้องมีการถ่ายทอดเพื่อสื่อสารข้อมูลดังกล่าวโดยมีสารสื่อประสาท (neurotransmitter receptors) เป็นตัวช่วยในการรับส่งข้อมูล โอเมก้า-3 จะทำหน้าที่ในการสร้างสารสื่อประสาทเหล่านี้ (6) รวมทั้งเป็นตัวช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโตของสมองที่ชื่อว่า BDNF (7)

 

เกราะป้องกันโรค

มีหลากหลายการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างโอเมก้า-3 และการป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบสมองและความจำ (Cognitive diseases) ไม่ว่าจะเป็น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่า โรคจิตเภท และโรคสมาธิสั้น (8) โดยสาเหตุของการเกิดโรคเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายปัจจัย เช่น ความไม่สมดุลของสารเคมีหรือฮอร์โมนในสมอง ขนาดและน้ำหนักที่ลดลงของสมอง รวมถึงปริมาณไขมันบริเวณผนังเซลล์สมองก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งมีหลักฐานงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าโอเมก้า-3 มีส่วนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบสมองและความจำเหล่านี้ได้

 

บทสรุป

โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันชนิดจำเป็นต่อร่างกาย จึงจำเป็นจะต้องได้รับจากแหล่งของอาหาร โดยอาหารที่มีโอเมก้า-3 มีอยู่ทั้งในสัตว์และพืช แม้หลายคนจะคุ้นชินว่าโอเมก้า-3 จะต้องได้รับจากปลาทะเลน้ำลึก แต่พึงระวังสารเคมีใต้ท้องทะเลที่อาจได้มาเป็นของแถม โอเมก้า-3 จากพืช จึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยเฉพาะเมล็ดงาขี้ม้อนที่มีโอเมก้า-3 สูงโดดเด่นกว่าพืชชนิดอื่น ๆ โดยมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าโอเมก้า-3 เป็นส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท สมอง และความจำ เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมองและสารสื่อประสาท และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความผิดปกติของสมองได้ ดังนั้น อย่ารอช้าที่จะหยิบโอเมก้า-3 ขึ้นมาเติมพลังให้กับสมองของคุณได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ในแต่ละวันกัน

Reference

  1. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18072818
  2. https://www.fda.gov/food/metals/fdaepa-2004-advice-what-you-need-know-about-mercury-fish-and-shellfish
  3. https://www.who.int/nutrition/topics/FFA_summary_rec_conclusion.pdf?ua=1
  4. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20329590
  5. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3257651/
  6. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15907142
  7. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15672635
  8. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15907142
Share Article

ใส่ความเห็น