เติมพลังให้ชีวิต ด้วย 5 TIPS ง่าย ๆ

แม้ชีวิตของแต่ละคนล้วนมีแบบแผนหรือแนวการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่อยากพบเจอ แต่ยากที่จะหลีกเลี่ยง นั่นคือ การพบเจอกับความเครียด ความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ จนไปถึงการขาดแรงจูงใจในการทำงานและใช้ชีวิต ซึ่งเราทุกคนล้วนเคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งสำคัญ คือ การก้าวผ่านความรู้สึกแย่ ๆ ให้ได้เร็วที่สุด และสามารถลุกขึ้นยืนได้ใหม่ ขอให้ลอง 5 วิธีเพิ่มพลังบวกให้ชีวิตที่เรานำมาฝากกัน แล้วก้าวต่อไปข้างหน้ากัน

  1. Positive Energy เลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังด้านบวก

ลองนึกภาพตามดูว่า ในช่วงเวลาที่เราพบกับความเครียด ปัญหารายล้อมรอบด้าน ครั้นจะหาใครรับฟัง มองไปทางไหนกลับเจอแต่คนบ่นหรือพูดเชิงลบอยู่ตลอดเวลา เราคงไม่เหลือเรี่ยวแรงให้สู้ต่อไปได้ เผลอ ๆ จะยิ่งอารมณ์ดำดิ่งไปกับความทุกข์มากขึ้น ฉะนั้น หากใครอยากกักเก็บพลังดี ๆ ไว้เป็นขุมทรัพย์ จงพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของคนที่มีพลังบวก หรือมีแรงบันดาลใจดี ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นร่างกายและจิตใจของเราฮึกเหิม เพราะการล้อมรอบไปด้วยคนดีและคิดดีจะทำให้เรามีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิตมากขึ้น เปรียบเสมือนได้เติมกำลังใจไปในตัว เวลาได้อยู่ใกล้คนที่มีพลังงานบวก เราก็จะได้รับพลังงานจากเขาเหล่านั้น และซึมซับทั้งพฤติกรรมและทัศนคติได้โดยไม่รู้ตัว

  1. Take a Break พักเบรกทุกชั่วโมงเพื่อสร้างความสงบใจ

เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่ถูกตั้งระบบไว้อย่างเพียบพร้อม จึงเป็นเรื่องธรรมดา หากช่วงชีวิตหนึ่ง เราจะรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าไปบ้าง และไม่ควรกดดันตัวเองเกินไป ในทุกชั่วโมงของการทำงานระหว่างวัน ควรที่จะปลีกเวลาเพียง 2-3 นาที มาพักผ่อนสมอง พักร่างกาย ให้เวลากับตัวเอง เริ่มได้ด้วยเทคนิคง่าย ๆ อย่างการฝึกหายใจแบบ 4-7-8 โดยแรกเริ่มนั้น ให้เราพ่นลมหายใจออกทางปากให้สุดลมหายใจ จากนั้น สูดลมหายใจเข้าทางจมูก ในระหว่างนั้นให้นับ 1 ถึง 4 เสร็จแล้วให้กักเก็บลมหายใจค้างไวอย่าเพิ่งหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 7 ลำดับต่อมา ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาทางปากช้า ๆ และนับ 1 ถึง 8 เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับ 1 เซต ให้เราฝึกทำซ้ำแบบนี้ ประมาณ 3 – 4 เซต ผลลัพธ์ที่ได้เราจะรู้สึกถึงความผ่อนคลาย และเทคนิคนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับช่วงกลางคืนอีกด้วย

  1. Eat Good and Enough อาหารสำคัญต่อร่างกาย

เราต้องบริโภคอาหารให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ฯลฯ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงงาน (calories) พอที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ และไม่เกิดอาการเหนื่อยล้า ขณะเดียวกัน หากเราได้รับแคลอรี่มากมากกว่าที่เผาผลาญออกไป ก็อาจส่งผลเสีย โดยร่างกายจะแปลงพลังงานเหล่านั้นเป็นไขมันส่วนเกินเก็บสะสมตามร่างกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อาจทำให้รู้สึกเฉื่อยชามากกว่าเดิม ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะรักษาสมดุลของปริมาณการกินอาหาร โดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงควรได้รับปริมาณแคลอรี่ 1,600 – 2,400 ต่อวัน และผู้ชาย 2,000 – 3,000 ต่อวัน ทั้งนี้ ปริมาณที่แน่นอนขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว และส่วนสูง และนอกจากจะบริโภคอาหารที่ให้พลังงานแล้ว ต้องเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น วิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ ควบคู่ด้วย

  1. Do Some Exercise แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย

อย่าอ้างว่า “ไม่มีเวลา ออกกำลังกาย” แค่ขยับหรือเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ แม้อยู่ออฟฟิศก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการลุกขยับแล้วเดินไปรอบ ๆ สำนักงาน การเดินเท้าแทนการใช้ลิฟต์ การขยับแกว่งแขนไป-มา หรือการทำกิจกรรมที่ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวมากกว่าการนั่งเฉย ๆ หากเราเริ่มต้นทำวันละ 10-15 นาที ทุกวัน ก็จะสามารถช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และตื่นตัวมากขึ้น

  1. Sleep Well นอนหลับให้เพียงพอ

หากรู้ตัวว่าตึงเครียดกับการทำงานหรือสิ่งที่ทำอยู่มากเกินไป ให้ถอยออกมาตั้งหลัก พักเสียบ้าง ซึ่งวิธีการพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอนหลับ โดยควรสร้างวินัยการนอนให้เป็นกิจวัตร ปรับเวลาเข้านอนให้ตรงหรือใกล้เคียงกันทุกคืน ซึ่งรวมไปถึงการตื่นเช้าในเวลาเดิม ให้เกิดความเคยชินจนเป็นนิสัย การทำเช่นนี้จะส่งผลดีต่อนาฬิกาชีวิต หรือระบบการทํางานในร่างกาย เพื่อจะได้ปรับสมดุลและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ก่อนการนอน 1 – 1 1/2 ชั่วโมง ควรงดหรือหลีกเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการเล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืด เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีแสงสีฟ้าที่สามารถทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้ อีกทั้งยังมีคลื่นแม่เหล็กจากการใช้งาน หากใช้โทรศัพท์ หรือแท็บแล็ตก่อนนอน จะยิ่งรบกวนการหลั่งสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเสียสมดุล ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองแย่ลง หรือที่เรียกกันว่า ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) ที่เกิดจากความเครียดโดยไม่รู้ตัวจากการที่สมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน

จากที่เราได้กล่าวไป ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นวิธีที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ เมื่อยามใดที่เราจำเป็นต้องใช้พลังปริมาณสูง…เราจะได้มีพลังสำรอง มาใช้ ในการสร้างแรงให้ฮึดสู้กับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาของการดำรงใช้ชีวิต..

Source :

https://www.medicalnewstoday.com/articles/321938.php

https://www.health.harvard.edu/energy-and-fatigue/9-tips-to-boost-your-energy-naturally

https://med.mahidol.ac.th/um/th/article/information/07162015-1601-th

https://www.bangkokhospital.com/th/disease-treatment/brain-fog-syndrome

Share Article

ใส่ความเห็น