4 สุดยอดเคล็ดไม่ลับ รีชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวคุณ

บ่อยครั้งใช่ไหมที่เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยแบตเตอรี่ที่เต็มก้อน แต่เวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งวันก็เหมือนกับแบตเตอรี่เริ่มอ่อนลงเหลือเพียงขีดเดียว และกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ภารกิจในช่วงบ่ายของวันไม่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่  อาการเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นนั่นเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากการใช้พลังงานอย่างเต็มที่ไปจนหมด แต่ไม่ได้รับการรีชาร์จ (recharge) เข้าไปทดแทน ในวันนี้ Ceel จึงมี 4 สุดยอดเคล็ดไม่ลับที่หลายคนอาจมองข้ามไปมาฝากกัน

  1. วางแผนอย่างมีขั้นเชิง

การทำงานจะต้องมีการวางแผนที่ดี ต้องมีตารางงานในแต่ละวันเพื่อจัดสรรเวลาใน 1 วันให้ลงตัว และไม่ต้องเสียเวลามาคอยกังวลว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เหลือเวลาเท่าไร หรืออาจหลงลืมว่ามีงานด่วนที่ยังคั่งค้างรออยู่ แต่กลับใส่พลังงานไปกับงานชิ้นอื่นไปจนหมด สุดท้ายเหลือพลังเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะทำงานที่เหลือในช่วงบ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การก้าวอย่างมี “ขั้นเชิง” จะช่วยให้แบตเตอรี่ในแต่ละวันถูกใช้ในการตอบโจทย์การทำงานหรือการเรียนได้ตรงจุดและบรรลุเป้าหมายไปจนถึงช่วงสุดท้ายของวันได้เป็นอย่างดี

  1. งีบนิด ขยับหน่อย

การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การหลับตา แน่นอนว่าคนเราควรพักผ่อนโดยการนอนหลับช่วงกลางคืนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่รู้หรือไม่ว่าในระหว่างวันการพักสายตาก็จำเป็นไม่แพ้กัน โดยการงีบสัก 10-20 นาทีเป็นการรีชาร์จพลังที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จากนั้นขยับตัว ยืดเส้นยืดสาย หรือลุกเดินไปรอบ ๆ ออฟฟิศสักหน่อย จะทำให้ตื่นตัวและมีแบตเตอรี่เต็มเปี่ยม พร้อมลุยภารกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

  1. เลือกอาหารอย่างชาญฉลาด

หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หลายคนคงอยากเติมพลังด้วยมื้อเย็นที่แสนอร่อย แต่เดี๋ยวก่อน! อาหารที่เลือกรับประทานนั้นดีจริงหรือ หากเลือกที่จะสังสรรค์ด้วยแอลกอฮอล์หรือเบียร์ หรือเติมพลังด้วยของหวานอย่างชาไข่มุก อาหารเหล่านี้ไม่มีสารอาหารอะไรเลย นอกจากแคลอรี่สูงที่ทำให้ลงพุง หรือน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากทำให้หิวบ่อย ทางเลือกที่ดี คือ กินอาหารในปริมาณที่สมดุลและครบ 5 หมู่ โดยอาหารจากธรรมชาติจะแฝงด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลาย แถมยังเป็นแหล่งของโปรตีนและสารต้านอนุมูลอิสระ ให้ควรเลือกกินอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการพลังงาน และกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และผักผลไม้เส้นใยสูง ซึ่งนอกจากจะทำให้มีแรงในการทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว สุขภาพยังดีไม่มีโรคภัยด้วย

  1. เติมด้วยอาหารเสริมเพิ่มพลัง

ต้องยอมรับว่าโลกของการแข่งขันและเร่งรีบ ทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารที่เพียงพอเพื่อให้ทำงานหรือดำเนินกิจกรรมได้ตามที่ใจต้องการ การกินอาหารเสริมจึงกลายเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน สำหรับอาหารเสริมยอดนิยมที่มีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรวมถึงการออกกำลังกาย อาทิ

  • โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยบำรุงระบบสมองและประสาท (1) ซึ่งร่างกายผลิตเองไม่ได้ และพบได้ปลาทะเลน้ำลึก รวมถึงเมล็ดพืชอย่างเมล็ดถั่วดาวอินคาและเมล็ดงาขี้ม้อนที่เป็นแหล่งโอเมก้า-3 ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมาก
  • กรดอะมิโนจำเป็น มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างเซลล์ระบบประสาทและสมอง ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างกรดอะมิโนจำเป็นได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมอย่างเวย์โปรตีนคุณภาพดี

– ลิวซีน (Leucine) กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาทแข็งแรง

– ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

– วาลีน (Valine) ช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมอง การประสานงานกันของกล้ามเนื้อ

  • วิตามินบี 1 มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท
  • ซิงค์ (Zn) มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยเรื่องความจำ และช่วยบำรุงสมอง (2)

บทสรุป

หันกลับมาพิจารณาอาหารที่เลือกกินอยู่ทุกมื้อและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่? หาคำตอบให้ตัวคุณเอง แล้วมาเช็คร่างกายกันหน่อย คลิกเลย Body checks และอย่าลืมรีชาร์จพลังงานให้ร่างกายทุกวันด้วย 4 เคล็ดไม่ลับที่ Ceel แนะนำ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันว่าส่งผลดีต่อตัวคุณอย่างไรบ้าง

Reference

  1. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/30866834
  2. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25096007
  3. https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/4-simple-ways-to-boost-your-energy
Share Article

ใส่ความเห็น