อะไรเอ่ย คีโตเจนิคไดเอท (Ketogenic diet)

ในโลกของการออกกำลังกายและลดน้ำหนัก การไดเอทแบบคีโตเจนิคถือเป็นน้องใหม่ไฟแรง ฟังกันมาเยอะว่า “เป็นการไดเอทที่ช่วยเผาผลาญได้ดีที่สุด สร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และยังทำให้อิ่มนานไม่หิวบ่อย” อยากรู้ไหมว่าจริงแท้แค่ไหนอย่างไร ลองอ่านดูต่อเลย

คีโตเจนิคไดเอท (Ketogenic Diet) คืออะไร

การไดเอทแบบคีโตจีนิค คือ การแบ่งสัดส่วนพลังงานที่คุณได้รับในแต่ละวันให้ร้อยละ 75 จากไขมันดี ร้อยละ 20 จากโปรตีน และร้อยละ 5 จากคาร์โบไฮเดรตจากพืช ซึ่งหมายความว่าไม่ควรรับประทานแป้งเกิน 30 – 50 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับข้าว 1 ถ้วย หรือขนมปังโฮลวีท 2 แผ่นต่อวัน

แล้วคำว่า “คีโตเจนิค” แปลว่าอะไร

คีโตเจนิค (Ketogenic) มาจากคำว่า คีโตสิส (Ketosis) ซึ่งเป็นชื่อของกระบวนการผลิตพลังงานของร่างกาย เมื่อปริมาณน้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตในร่างกายไม่เพียงพอที่จะผลิตพลังงาน จึงดึงเอาไขมันมาผลิตพลังงานแทน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ช่วงที่เรานอนหลับ ด้วยการทำให้กรดไขมันแตกตัวเป็นโมเลกุล “อะซิติล โค-เอ” (Acetyl-CoA) เพื่อให้ร่างกายใช้เป็นพลังงาน โดยในกระบวนการสร้างโมเลกุลอะซิติล โค-เอ ตับจะเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบคีโตน (ketone) คือ การสลายไขมันให้เป็นน้ำตาล โดยเปลี่ยนสารจำพวกอะซิโตน (acetone) อะซิเตต (acetoacetate) และเบต้า-ไฮดรอกซีบิวทิเรต (beta-hydroxybutyrate) หรือ BHB ที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของสารคีโตนไปเป็นโมเลกุลอะซิติล โค-เอ ให้ร่างกายใช้เป็นพลังงานสำหรับสร้างกล้ามเนื้อ สร้างเซลล์สมอง และเม็ดเลือดแดง และแม้ว่ากระบวนการคีโตสิสจะไม่ใช่กระบวนการสร้างพลังงานที่ร่างกายใช้ประจำ แต่ก็เป็นกระบวนการทางเลือกเมื่อระดับกลูโคสในร่างกายไม่เพียงพอ

คีโตเจนิคไดเอทช่วยการทำงานของระบบสมองได้ไหม

ยังไม่มีผลงานวิจัยที่ชัดเจนแสดงว่าคีโตเจนิคไดเอทมีผลต่อความจำ เนื่องจากกระบวนการทางเคมีที่มีผลต่อการพัฒนาสมองค่อนข้างซับซ้อน อย่างไรก็ดี คีโตเจนิคไดเอทอาจจะมีส่วนช่วยการทำงานของไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลส์ จึงอาจทำให้ผลิตพลังงานได้มากขึ้น อีกทั้งการรับประทานแบบคีโตเจนิคไดเอทที่ถูกต้องก็อาจทำให้ได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสารที่ช่วยบำรุงระบบการทำงานของสมองและมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ในเรื่องนี้แล้ว

คีโตเจนิคไดเอทช่วยให้วิ่งได้ดีขึ้นไหม

ไม่น่าจะมีผล แม้ว่าคีโตเจนิคไดเอทจะมีส่วนช่วยการปรับตัวของระบบการย่อยอาหารและการซ่อมแซมร่างกาย (metabolic adaptation) โดยการเผาผลาญไขมันเพื่อเป็นพลังงานจะช่วยเพิ่มปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันและผลิตกรดแลคติกน้อยลง แต่ความเห็นของนักกายภาพวิทยาส่วนใหญ่ระบุว่า คนที่ใช้พลังงานจากคีโตนไม่สามารถวิ่งได้เร็วเท่ากับการใช้พลังงานจากกลูโคส อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้

คีโตเจนิคไดเอทช่วยลดน้ำหนักได้ไหม

คีโตเจนิคไดเอทไม่ใช่มนต์วิเศษในการลดน้ำหนัก ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก ทางเดียวคือ คุณต้องลดปริมาณแคลอรีในแต่ละวัน โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การลดคาร์โบไฮเดรตจะเห็นผลในระยะสั้นได้ชัดเจนกว่า แต่ในระยะยาวการไดเอททุกแบบไม่ว่าจะเป็นลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ลดไขมัน หรือลดอะไรก็ตาม ให้ผลได้ไม่ต่างกัน แต่อยู่ที่ความต่อเนื่อง โดยบริโภคพลังงานน้อยกว่าที่ต้องการใช้ให้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

กระบวนการคีโตสิสจะเป็นอันตรายต่อร่างกายไหม

กระบวนการคีโตสิสจะเป็นอันตรายต่อร่างกายก็ต่อเมื่อร่างกายผลิตสารคีโตนซึ่งมีความเป็นกรดมากเกินไป จนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Ketoacidosis) แต่กรณีดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานหรือผู้ติดแอลกอฮอล์ซึ่งกระบวนการทำงานในร่างกายไม่ปกติ

ย้ำกันอีกที

คีโตจีนิคไดเอทเป็นวิธีการรับประทานอาหารที่เข้มงวดอันหนึ่ง โดยคุณต้องจำกัดประเภทอาหารที่รับประทานซึ่งในแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป อีกทั้งในระยะยาวอาจส่งผลให้มวลกระดูกลดลง ซึ่งยังต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

แล้วควรลองหรือไม่

ถ้าคุณเป็นคนทั่วไปที่มีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่แล้วและอยากลองคีโตเจนิคไดเอทก็ลองดูได้ แต่ควรปรึกษาหมอประจำตัวดูก่อน โดยควรระลึกไว้เสมอว่า ถ้าการไดเอทแบบคีโตเจนิคทำให้คุณต้องกดดันตัวเองและเครียดเกินไป การไดเอทแบบนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ และคุณสามารถจะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้โดยไม่ใช้คีโตเจนิคไดเอทเช่นกัน คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่างที่คุณอ่านทางอินเทอร์เนต แต่สิ่งสำคัญ คือ การใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้คุณรู้สึกดี ดูดี และสุขภาพดี โดยหาแนวทางที่เหมาะสมและสมดุลกับตัวคุณที่สุด

*********************************

Share Article

ใส่ความเห็น