ผ่อนคลาย กาย-ใจไปกับโยคะที่ใช่สำหรับคุณ

สำหรับใครที่อยากออกกำลังกายแต่รู้ตัวดีว่าไม่ชอบหรือไม่สามารถออกกำลังกายแบบหนักหน่วงได้ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี ด้วยการเคลื่อนไหวท่าทางที่เชื่องช้า ที่นอกจากจะช่วยสร้างความกระชับ มีหุ่นสมส่วน และได้บุคลิกภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยเรื่องการฝึกฝนทางจิตใจให้ผ่อนคลาย มีสมาธิมากขึ้น  แต่แน่นอนว่า ศาสตร์แห่งโยคะค่อนข้างหลากหลาย ในบทความนี้ เราจึงขอหยิบยกศาสตร์โยคะต่าง ๆ ให้ใครก็ตามที่สนใจได้มาลองดูกันว่าโยคะแต่ละประเภทนั้น เหมาะกับใครกันบ้าง

  1. หฐโยคะ (Hatha Yoga)
    “หะธา” เป็นคำภาษาสันสกฤต ที่นำมาใช้ในการฝึกโยคะ ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย เพราะเป็นโยคะที่ใช้ท่าอาสนะไม่ยาก เน้นการฝึกที่ยืดเหยียดส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย ช่วยขจัดความตึงและเกร็ง อีกทั้งยังได้ความผ่อนคลายในขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ การกำหนดลมหายใจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างสมาธิ หฐโยคะ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ฝึกฝนใหม่ เพราะมีท่วงท่าจังหวะที่ช้ากว่าโยคะในรูปแบบอื่น ๆ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หรือผู้ที่ไม่เคยเล่นโยคะก็สามารถทำได้
  2. โยคะร้อน (Bikram Yoga)
    โยคะประเภทนี้ เป็นการฝึกภายในห้องที่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 40 องศาเซลเซียส โดยเน้นการใช้ท่าจำนวน 26 ท่า ใช้เวลานานถึง 90 นาที ซึ่งโยคะร้อนจะช่วยให้เส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ดี เนื่องจากร่างกายจะขจัดของเสียทางเหงื่อ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน มีปัญหา ปวดหลังหรือปวดคอ แต่มีข้อแนะนำ ก่อนการเล่นโยคะประเภทนี้ ควรดื่มน้ำให้มากประมาณ 1 เท่าตัวหรือมากกว่า เนื่องจากหากเราดื่มน้ำน้อย อาจก่อให้เกิดโรคความดันหลอดเลือด เนื่องจากขณะที่เล่นร่างกายเสียน้ำไปเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับน้ำทดแทนเข้าไปจะส่งผลให้ร่างกายเสียวิตามินและเกลือแร่ อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบต่าง ๆ อาทิ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี หัวใจทำงานหนัก เป็นไข้ ปวดศีรษะ ฯลฯ
  3. โยคะบูรณะ (Restorative yoga)
    หากใครเครียด เหนื่อยล้า ลองเลือกโยคะเพื่อการฟื้นฟูเป็นทางออกดู โยคะประเภทนี้ แกนหลักของมันจะมุ่งเน้นการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจในส่วนลึก โดยในแต่ละท่านั้น จะมีการเคลื่อนไหวที่น้อย แต่เน้นการอยู่นิ่งเป็นเวลานานกว่า 10-15 นาที เพื่อให้เราได้มีสมาธิจดจ่อกับการเฝ้ามองตัวเอง โดยมีการใช้อุปกรณ์ร่วมด้วย เช่น หมอนข้างเชือก ผ้าห่ม เก้าอี้ ฯลฯ
  4. พรีเนทัลโยคะ (Prenatal Yoga)
    เป็นโยคะที่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ เน้นการฝึกและปรับท่าทางให้บรรดาคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจก่อนการคลอดบุตร ทั้งนี้ ยังช่วยลดความปวดเมื่อย ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ช่วยปรับความดันโลหิตให้ปกติได้อีกด้วย
  5. โยคะ ฟลาย (Aeiral Yoga)
    โยคะ ฟลาย มีต้นกำเนิดมาจากนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ จากนั้นได้เริ่มแพร่หลายจนกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก คิดค้นโดย Christopher Harrison นักออกแบบท่าเต้นทางอากาศและมีพื้นฐานด้านการแสดงผาดโผน สำหรับโยคะ ฟลาย จะเป็นการนำศาสตร์ทั้ง 5 มาผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ โยคะ (Yoga) พิลาทีส (Pilates) การเต้น (Dance) การออกกำลังกายที่เน้นสร้างความแข็งแรงและสร้างสัดส่วนที่สวยงาม(Calisthenics) และการแสดงกายกรรมที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ (Aerial Art) โดยใช้อุปกรณ์อย่างผ้าแฮมมอค (Hammock) ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 1,000 กิโลกรัม มาเป็นตัวช่วยในการฝึกท่าต่าง ๆ โยคะ ฟลายจะเน้นเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณส่วนหลังและกระดูกสันหลังให้มีความผ่อนคลาย ไม่แข็งตึงเกินไป โยคะประเภทนี้มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จึงใช้แรงมากกว่าโยคะทั่วไป อีกทั้งยังใช้น้ำหนักตัวค่อนข้างมากในขณะฝึก ส่งผลให้ร่างกายมีการเผาพลาญในพลังงานสูง สำหรับผู้ที่มีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน เวียนศีรษะง่ายจากความดันสูงหรือต่ำ มีอาการปวดหลัง หรืออาการรุนแรงเกี่ยวกับช่วงหลังส่วนล่างทั้งหมด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเล่นโยคะประเภทนี้

ส่วนข้อควรระวังในการเล่นโยคะ ฟลาย ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการวิงเวียนจากการพักผ่อนน้อย เพราะการฝึกโยคะฟลาย ต้องใช้สติ และจิตต้องมีสมาธิ ไม่ว่อกแว่กขณะฝึกท่วงท่าต่าง ๆ เพราะอาจเสี่ยงทำให้ผู้ฝึกหลุดจากผ้า และเกิดการบาดเจ็บตกลงมาได้ และในการฝึกต้องไม่หักโหม หากรู้สึกเหนื่อยควรหยุดพัก ไม่ควรฝืนร่างกายตัวเองจนเกินไปเพราะจะไม่ได้รับประโยชน์แต่อาจกลายเป็นโทษแทน

นอกจากโยคะที่กล่าวไปในเบื้องต้น ยังมีอีกศาสตร์ที่มีความคล้ายคลึงกับโยคะ นั่นคือ พิลาทิส  (Pilates) ที่หลายคนรู้จักกันดี แต่ต้องบอกก่อนว่า โยคะ กับพิลาทีส เป็นศาสตร์คนละแขนงกัน

แม้ว่าพิลาทิสและโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ต่างก็เน้นสร้างความแข็งแรง ความสมดุลทางร่างกาย ไปจนถึงการฝึกหายใจ ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจเข้าไว้ด้วยกัน แต่ทว่า ในการออกกำลังกายทั้ง 2 แบบนั้น มีวิธีที่แตกต่างกัน อาทิ

  • อุปกรณ์การฝึก โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้เพียงเสื่อโยคะ ขณะที่พิลาทิสจะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทั้งเสื่อและอุปกรณ์พิเศษที่ผลิตเพื่อการเล่นพิลาทิสโดยเฉพาะ
  • ท่าออกกำลังกาย สำหรับโยคะ และพิลาทีส จะมีท่าในการออกกำลังกายที่ต่างกัน โดยโยคะจะเน้นการโพสท่านิ่ง ๆ ชั่วระยะหนึ่ง และค่อย ๆ เปลี่ยนท่าไปพร้อมกับการหายใจที่เป็นจังหวะ แต่พิลาทิสจะเน้นท่าที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการฝึกหายใจ และมุ่งไปที่กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยรักษาสมดุลให้กับกระดูกสันหลัง ตั้งอยู่ในลักษณะที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ

ผู้ที่ควรระมัดระวังในการออกกำลังกายพิลาทิส ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนการออกกำลังกายที่จะไม่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อและกระดูก ควรเล่นพิลาทิสภายใต้คำแนะนำของแพทย์เช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้ เราไม่สามารถบอกได้ว่าโยคะประเภทใดดีที่สุด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะออกกำลังกายโยคะในรูปแบบใดก็ล้วนแต่เกิดผลดีต่อตัวเราเองทั้งสิ้น หากโยคะจะช่วยให้ร่างกายเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดี นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า เราได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในด้านสุขภาพที่ดีไปอีกขั้น…

Share Article

ใส่ความเห็น