แอล-คาร์นิทีน ตัวช่วยดีดี ที่คนลดน้ำหนักต้องรู้

By Ceel Team

ในยุคปัจจุบัน เทรนด์ออกกำลังกายแพร่หลายไปทั้งกลุ่มชายและหญิงที่ต่างแห่แหนหันมาสนใจกับสุขภาพร่างกายของตนเองกันมากขึ้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา บ้างก็ต้องการให้ร่างกายแข็งแรงบ้างก็อยากมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เหนืออื่นใด เหตุผลที่มาแรงแซงทางโค้ง คงหนีไม่พ้น ความต้องการอยากมีสรีระสมส่วน รูปร่างฟิต แอนด์ เฟิร์ม หรือ มีหุ่นดีแบบสาวเฮลท์ตี้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม คือ ทุกคนหันมารักตัวเองกันมากขึ้น ปรบมือให้กันเบา ๆ

แน่นอนว่า เมื่อออกกำลังกายมาสักระยะจะตระหนักได้ทันทีว่า การจะหุ่นดีได้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ต้องอาศัยเวลา แรงกาย แรงใจอย่างหนักหน่วง ซึ่งบางครั้งเราอาจมีเวลาและพลังกายไม่มากพอ การพึ่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นตัวช่วยหนึ่งจึงเป็นอีกทางเลือกที่ผู้คนนิยม ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในท้องตลาดนั้นมีหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่คนสนใจกันมากมาย นั่นคือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแอล-คาร์นิทีน แอล-ทาเทรท (L-Carnitine L-Tartrate) เพราะมีสรรพคุณโดดเด่นที่ว่ากันว่าช่วยลดน้ำหนักได้ เรามาทำความรู้จักแอล-คาร์นิทีน เพิ่มเติมกันดีกว่า…

แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) คืออะไร?

เป็นสารที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองที่ตับและไต โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนสองตัว คือ ไลซีน (Lysine) และเมไทโอนีน (Methionine) มีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มกระบวนการดึงไขมันไปใช้ โดยการขนส่งกรดไขมัน (Fatty Acid) ไปในศูนย์กลางการสร้างพลังงานของเซลล์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันเป็นพลังงานนั่นเอง แอล-คาร์นิทีนจึงมีบทบาทอย่างสำคัญต่อกระบวนการสลายกรดไขมันในร่างกาย ซึ่งปกติแอล-คาร์นิทีน จะถูกเก็บไว้ตามเนื้อลาย (Skeleteal Muscle) อาทิ กล้ามเนื้อแขนและขา และยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม

ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างสารแอล-คาร์นิทีนขึ้นเองได้ แต่ก็ผลิตได้ในปริมาณที่น้อย หลายคนจึงเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อให้ได้รับในปริมาณที่เพียงพอที่จะกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการระบบการจัดการพลังงาน และทำให้ออกกำลังกายได้นานยิ่งขึ้น

แหล่งที่มาสำคัญของแอล-คาร์นิทีน

สำหรับแหล่งของการสะสมแอล-คาร์นิทีนมักพบในอาหารประเภทโปรตีน อาทิ เนื้อแดง นม อะโวคาโด ผักต่าง ๆ เช่น หัวผักกาดเขียว บร็อคโคลี่ คะน้า ฟักทอง ธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงพืชตระกูลถั่ว
ส่วนชนิดแอล-คาร์นิทีนที่นำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่
(1) แอล-คาร์นิทีน แอล-ทาเทรท (L-Carnitine L-Tartrate) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
(2) แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน (L-acetylcarnitine: LAC) เป็นรูปแบบเดียวที่นำมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสมองอื่น ๆ
(3) แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน (L-propionylcarnitine: LPC) เหมาะสำหรับโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขา (Peripheral Vascular Disease: PVD) อันมีสาเหตุจากเบาหวานหรือเส้นเลือดแข็ง

หลากประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีน ที่มีงานวิจัยรองรับ


L-Carnitine, 500 mg, 60 Capsules, brand Ceel - Pure Fitness Food

คนมักเข้าใจกันไปว่า แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) ช่วยลดน้ำหนัก แต่ถ้านิยามประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีนให้ถูกต้องที่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ จะถูกต้องกว่าที่จะบอกว่า ประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีน คือ ‘เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดมวลไขมัน มีแรงออกกำลังกายได้นานขึ้น’ โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายระบุตรงกันว่า การใช้แอล-คาร์นิทีน ช่วยสนับสนุนกระบวนการเมตาบอลิซึมของกรดไขมัน โดยเฉพาะเมื่อเราออกกำลังกายร่วมด้วย ทำให้เซลล์สลายกรดไขมันไปเป็นพลังงาน ATP ซึ่งเป็นพลังงานหลักของเซลล์อย่างต่อเนื่อง และจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อรับประทานควบคู่ไปกับการออกกำลังกายต่อเนื่องกันอย่างน้อยเป็นเวลา 30-60 นาที ก็จะยิ่งช่วยสลายไขมันได้อย่างเต็มที่และยังปลอดภัยอีกด้วย

มีผลงานการวิจัยจาก University of Nottingham, Medical School researchers ได้ทำการทดลองให้นักกีฬากลุ่มหนึ่งรับประทานแอล-คาร์นิทีน ปริมาณ 2 กรัมในตอนเช้า และถัดจากนั้นอีก 4 ชั่วโมง ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High-Glycemic Carb) 80 กรัม ทำเช่นนี้ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 24 สัปดาห์ กับนักกีฬาอีกกลุ่มให้รับประทานแค่อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต

จากผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มนักกีฬาที่รับประทาน แอล-คาร์นิทีน การใช้พลังงานออกกำลังกายแบบเบา (Low-intensity cycling) หรือพวกคาร์ดิโอ (Cardio training) จะสลายไกลโคเจนในกล้ามเนื้อน้อยกว่า 55% ขณะเดียวกัน ความสามารถในการเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้นถึง 55 % และการวัดค่าเกี่ยวกับการทนทานต่อความเหนื่อยล้าปรากฏว่า สามารถทนต่อความเหนื่อยล้าได้ดี สามารถออกกำลังกายได้อึดและยาวนานกว่าปกติถึง 25%

ข้อสรุปนี้ มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะแอล-คาร์นิทีนจะช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกันยังรักษาระดับไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อไว้ได้ อีกทั้งทำให้กรดแลกติกมีระดับต่ำและมีครีเอทีนฟอสเฟตที่สูง จึงทำให้เรามีพลังในการออกกำลังกายได้นานขึ้น สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนักให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอีกด้วย

รับประทานแอล-คาร์นิทีน ให้พอดี ให้พอเหมาะ

แม้จะมีการพูดถึงกันค่อนข้างมากว่า การรับประทานแอล-คาร์นิทีนไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อควรระวัง เช่น ไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้อาหารประเภทโปรตีน ดังนั้น ก่อนการรับประทานจึงควรศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

การรับประทานแอล-คาร์นิทีนนั้น ควรทานหลังการออกกำลังกาย ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 2 กรัม (2,000 มิลลิกรัม) หากทานแอล-คาร์นิทีน 5 กรัม (5,000 มิลลิกรัม) หรือมากกว่า อาจส่งผลข้างเคียง เช่น มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ

นอกจากนี้ คนที่บริโภคแอล-คาร์นิทีนเป็นประจำ ควรหยุดทานอย่างน้อยเดือนละ 1 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้หยุดพัก ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และหากใครที่เริ่มสนใจ ต้องเช็คตัวเองให้ดีว่าสภาพร่างกายเหมาะสมที่จะรับประทานแอล-คาร์นิทีนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการเสริมแอล-คาร์นิทีน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเพิ่มศักยภาพร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญ เหนืออื่นใด คือ เราต้องหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ผนวกกับการใช้พลังใจในการขับเคลื่อนและเป็นตัวผลักดันให้เราเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากสามารถทำได้ตามปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น แน่นอนว่า การมีรูปร่างดั่งใจใฝ่ฝันนั้น อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม… คุณอยากรู้เคล็ดลับในการสร้างหุ่นในฝันไหม ลองมาดู คำแนะนำ ของเราสิ

ข้อมูลอ้างอิง

1.https://healthgossip.com/what-is-l-carnitine/
2.https://www.bodybuilding.com/content/your-expert-guide-to-l-carnitine.html
3.http://haamor.com/th/คาร์นิทีน
4.http://www.lovefitt.com/healthy-fact/รู้ทัน-แอลคาร์นิทีน-l-carnitine-จำเป็นไหมกับการลดความอ้วน
5.https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/lcar-increase-muscle-reduce-fat

 

ข้อสงวน: ข้อมูลเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นบทความสำหรับการเรียนรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โปรดปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณโดยตรง ไม่ควรหลีกเลี่ยงการพบแพทย์ เนื่องจากได้รับคำแนะนำจากทางอินเทอร์เนต

Share Article

ใส่ความเห็น