คุณรู้หรือไม่! น้ำมันแบบไหนที่ดีต่อสุขภาพ

By Ceel Team

ปัจจุบันนี้มีน้ำมันหลากหลายชนิดให้คุณเลือกใช้ประกอบอาหาร น้ำมันแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดเหมาะกับการผัด ทอด บางชนิดเหมาะกับการทำเป็นน้ำสลัด วันนี้เรานำบทความดี ๆ มาบอกเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิดและวิธีการเลือกใช้

1. น้ำมันมะกอก (Olive oil): อุดมด้วยวิตามินอี ไร้คอเลสเตอรอล

น้ำมันมะกอกเป็นหนึ่งในน้ำมันที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในแถบประเทศเมดิเตอร์ริเนียน โดยเฉพาะในประเทศอิตาลีและกรีซ เนื่องจากความโดดเด่นของน้ำมันมะกอกคือ อุดมไปด้วยวิตามินอีสูงสุด ซึ่งวิตามินอีเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน ทำให้ร่างกายของคุณสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของคุณได้โดยตรงโดยลำเลียงผ่านไขมัน นอกจากนี้ น้ำมันมะกอกยังเป็นน้ำมันที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูงที่สุดและยังปราศจากคอเลสเตอรอล จึงเรียกได้ว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่ส่งผลให้ค่าไขมันในเลือดของคุณอยู่ในระดับที่ดีได้เลยทีเดียว

น้ำมันมะกอกสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรสชาติโดยเหมาะที่จะใช้เป็นน้ำสลัดหรือใช้เทลงบนอาหารที่ต้องผ่านการอบ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้แก่คุณ

สำหรับน้ำมันมะกอกนั้นสามารถแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ตามคุณภาพแตกต่างกันออกไป ได้แก่ น้ำมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra virgin olive oil) และน้ำมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin olive oil) โดยทั้งสองชนิดสกัดออกมาด้วยวิธีการสกัดเย็น ทำให้คงคุณค่าของวิตามินและสารอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกไว้ อีกทั้งยังคงกลิ่นและรสชาติที่ดีของน้ำมันมะกอกไว้อีกด้วย ส่วนน้ำมันมะกอกบางชนิดที่บนฉลากเขียนไว้เพียงคำว่า “น้ำมันมะกอก” มักเป็นน้ำมันชนิดที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำมันที่ได้จากการกลั่นและน้ำมันที่ปรุงแต่งผ่านกระบวนการทางเคมีซึ่งจะต้องผ่านความร้อนสูง มีการฟอกสีและกลิ่นออก ทำให้คุณภาพของน้ำมันชนิดนี้ต่ำกว่าสองชนิดแรก

Pouring healthy virgin olive oil in a glass

2. น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil): ยอดนิยม หลากหลายการใช้งาน

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดน้ำมันจากเนื้อมะพร้าวแห้ง ในปัจจุบันมีหลากหลายกระแสเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวที่ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายหนึ่งแนะนำให้กินน้ำมันมะพร้าว โดยระบุว่าจะช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญไขมันได้ดี และสามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ แต่ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับทฤษฎีเหล่านี้ได้เพียงพอ

อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยจากหลากหลายมหาวิทยาลัยระบุว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า 82% ซึ่งเป็นตัวการร้ายที่ก่อให้เกิดไขมันไม่ดี (LDL cholesterol) ในร่างกายของคุณสูงขึ้น ข้อดีก็คือ แม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวมาก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของกรดลอริค ซึ่งเป็นไขมันตัวดี (HDL cholesterol) ให้กับร่างกายของคุณได้

ปัจจุบันวงการอุตสาหกรรมและเครื่องสำอางนิยมใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นอย่างมาก โดยใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางต่าง ๆ เช่น โลชั่นทาผิว และแชมพู ทำให้ผิวหนังของคุณชุ่มชื่น เส้นผมนุ่ม เงางาม อีกทั้งยังนิยมใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการดูดซับไขมันได้เป็นอย่างดี

สำหรับน้ำมันมะพร้าวนั้นเหมาะจะนำมาประกอบอาหารที่ต้องผ่านความร้อนสูง ๆ เช่น การทอด เนื่องจากมีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดีต่อร่างกายของคุณให้มากที่สุด

3. น้ำมันหมู (Lard): ถนัดนักงานทอด ๆ

การกินน้ำมันหมูดีหรือไม่? ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หากจะให้ตอบว่าดีหรือไม่นั้น คงจะยังฟันธงลงไปแบบชัดเจนเสียทีเดียวไม่ได้ แต่จะขออธิบายถึงข้อดีข้อเสียของเจ้าน้ำมันหมูให้ได้เข้าใจกันง่าย ๆ

น้ำมันหมูเป็นไขมันที่มีความอิ่มตัวสูง มีคอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบ โดยพบว่าน้ำมันหมูเพียง 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากถึง 9 มิลลิกรัม ขณะที่น้ำมันที่ได้จากพืชไม่มีคอเลสเตอรอลเลย ดังนั้น หากรับประทานน้ำมันหมูมากเกินไปก็จะส่งผลให้ปริมาณไขมันตัวไม่ดี (LDL cholesterol) ในร่างกายมีเพิ่มขึ้น อาจเกิดการอุดตันในเส้นเลือด และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ ตามมา

ขณะเดียวกันน้ำมันหมูก็มีข้อดีอยู่บ้าง น้ำมันหมูสามารถทนต่อความร้อนสูง การเกิดควันค่อนข้างต่ำจึงเหมาะสำหรับการประกอบอาหารแบบทอด แม้ว่าหลายคนอาจบอกว่า การรับประทานไขมันทำให้อ้วน แต่ไขมันยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อการทำกิจกรรมในแต่ละวันของคุณ สิ่งสำคัญคือคุณต้องเข้าใจและเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหารอย่างเหมาะสม ไม่รับประทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะความพอดีย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเสมอ

4. น้ำมันถั่วเหลือง (Soybean Oil): อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

น้ำมันถั่วเหลืองเป็นน้ำมันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Heart Association: AHA) สนับสนุนให้ประชากรบริโภคน้ำมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งก็มีอยู่มากในน้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง จึงแนะนำให้ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการประกอบอาหารแทนการใช้น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากน้ำมันถั่วเหลืองมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนอยู่ 58% และมีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก

Soybean oil

5. น้ำมันปาล์ม (Palm Oil): นิยมใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร ไม่มีไขมันทรานส์

น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ประกอบอาหารในหลายประเทศทั่วโลก โดยน้ำมันปาล์มสามารถสกัดออกมาได้จากสองส่วนของปาล์ม ได้แก่ เนื้อปาล์มแห้ง (palm oil) และเมล็ดปาล์มหรือจากเนื้อข้างในเมล็ดปาล์ม (palm kernel oil) ในหลายประเทศนิยมบริโภคน้ำมันปาล์มในรูปแบบของน้ำมันพืช เนยขาว และมาการีน แต่! ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงของน้ำมันปาล์มในแถบประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาค่อนไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก เนื่องจากส่วนประกอบหลักในน้ำมันปาล์มนั้นเป็นกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งก่อให้เกิดไขมันไม่ดี (LDL cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือดของคุณ ซึ่งเป็นตัวการหลักที่นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม น้ำมันที่ได้จากเนื้อปาล์มมีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวเพียง 50% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าน้ำมันที่สกัดจากเนื้อข้างในเมล็ดปาล์มและน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์มยังมีคุณสมบัติด้านบวก คือ ไม่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ ซึ่งถือเป็นกรดไขมันชนิดที่น่ากลัวและต้องหลีกเลี่ยงมากที่สุด

6. น้ำมันถั่วดาวอินคา (Sacha Inchi Oil): อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

Sacha Inchi Omega-3 softgel capsules and Sacha Inchi seeds

ถั่วดาวอินคา ถั่วยอดฮิตที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู เป็นพืชที่มีรูปร่างของเมล็ดเป็นแฉกคล้ายรูปดาวและมีรสชาติเหมือนถั่วโดยทั่วไป มีจุดเด่น คือ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และโอเมกา 3 ที่มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง รวมถึงระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระที่อุดมอยู่ในเมล็ดถั่วดาวอินคานั้น ก็มีส่วนช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายและมีฤทธิ์ชะลอวัยอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้น้ำมันที่ได้จากการสกัดออกมาจากเมล็ดถั่วดาวอินคาถือเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์สูงสุดจนได้รับฉายานามว่า “ราชินีแห่งน้ำมัน”

โอเมกา 3 สารอาหารที่เป็นจุดเด่นของถั่วดาวอินคาจะสูญหายหรือลดน้อยลงหากโดนความร้อนสูง ๆ จึงไม่ควรนำน้ำมันดาวอินคาไปประกอบอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงมากกว่า 180 องศาเซลเซียส แต่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นน้ำมันสลัดหรือใส่ในสมูตตี้เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับร่างกายของคุณ

7. น้ำมันงาขี้ม่อน (Perilla Oil): แหล่งรวมของสุดยอดสารอาหาร โอเมก้า 3


ceel perill

งาขี้ม่อน เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกะเพราและโหระพา มีลักษณะเป็นเมล็ดกลมเล็กๆสีน้ำตาล มักนิยมปลูกในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ในปัจจุบันงาขี้ม่อนเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีการนำงาขี้ม่อนมาประกอบอาหารต่างๆ และสกัดน้ำมันออกมารับประทาน ซึ่งใน น้ำมันงาขี้ม่อน นั้นอุดมไปด้วย โอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง บำรุงสายตา และบำรุงหัวใจ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าในประเทศไทยงาขี้ม่อนเพิ่งจะเริ่มได้รับความนิยม แต่รู้หรือไม่ว่างาขี้ม่อนนั้นได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเกาหลี โดยคนเกาหลีมักนำงาขี้ม่อนไปประกอบอาหารประจำชาติอย่างเช่นกิมจินั่นเอง คุณอยากรู้หรือไม่ว่าในทุกวันนี้คุณได้รับโอเมก้า 3 เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายไหม ลองมาทำ Free Body Check กับเราสิ

ทริคเล็กๆ เพื่อสุขภาพ

นอกจากเลือกชนิดน้ำมันให้เหมาะกับการใช้งานแล้ว คุณควรเลือกใช้น้ำมันที่มีคุณภาพ และการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณค่าของสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจะยังคงอยู่ และพยายามเลือกรับประทานน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) แทนการรับประทานไขมันอิ่มตัว (unsaturated fatty acid) และไขมันทรานส์ (transfat) เพื่อสุขภาพที่ดีต่อหัวใจของคุณ โดยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์หลายร้อยฉบับระบุว่า คุณควรบริโภคน้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดอิ่มตัวน้อยกว่า 10% ต่อวัน หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริโภคน้ำมัน สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) และ Harvard Medical School

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นโดยจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป มิได้เป็นคำแนะนำทางการแพทย์ และเป็นเพียงบทความทางสุขภาพที่ใช้เผยแพร่ในอินเทอร์เนตเท่านั้นหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ ไม่ควรเพิกเฉยหรือละเลยต่อคำแนะนำทางการแพทย์

แชร์บทความนี้กับเพื่อนคุณ
[seed_social]

บทความที่คุณอาจสนใจ

Share Article

ใส่ความเห็น